SGL

Fiction -Kodomo no hi- 5.5.55

posted on 06 May 2012 00:26 by jah-kony  in SGL

Kodomo no hi -Ch1-

บางครั้งซินก็ชอบนึกไปถึงตอนเด็กๆ ช่วงเวลาที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก เรียนๆเล่นๆ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร บางเวลาที่เหนื่อยๆ มักจะคิดถึงตอนที่ร้องเพลงตอนเด็กๆ มันทำให้หยุดฟุ้งซ่าน และรำลึกได้ถึงความรู้สึกในอดีต ตอนนั้น ความรู้สึกที่อยากจะมายืนอยู่ ณ จุดๆนี้ มันมีพลังมากมายแค่ไหน กว่าจะมาถึงวันนี้ เราผ่านอะไรมามากมาย สิ่งที่ทำให้ท้อใจมันก็จะหายไปหมด ....อยากกลับไปเป็นเด็กเหมือนกันนะ ฝันถึงก็ยังดี :3

“นี่อะไรวะ?? ผ้าอะไร” ซินหันไปตามเสียง ร่างบางกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง มองมือกีตาร์ของเขาสะบัดผ้าสีๆเขาวางไว้บนโต๊ะไปมา

“ธงปลาคราฟอ่ะ”

“ปลาคราฟ เอามาทำไร??” นัทยังคงสะบัด ‘ธงปลาคราฟ’ อยู่อย่างนั้น จนอีกคนเริ่มกลัวว่ามันจะขาดค่ามืออีกคน อุตส่าห์ให้เพื่อนที่ญี่ปุ่นส่งมาให้

“เฮ้ยย หยุดๆ คุณจะสะบัดเล่นทำไมเล่าเดี๋ยวขาด” ไม่ว่าเปล่า มือเล็กฟาดเข้าให้ตรงต้นแขน แล้วชี้ทำตาโตเหมือนคาดโทษไว้ เล่นอะไรไม่เข้าเรื่อง  

“โอ๊ะ..โอ๊ยย ฮ่าๆ แค่นี้ต้องตีด้วย ขอโทษค้าบ วันหลังไม่ทำแล้วค้าบ” หัวเราะชอบใจเหมือนสำเร็จภารกิจ ตบด้วยประโยคออดอ้อนอ่อนหวาน ในขณะที่วงแขนกว้างก็โอบรอบเอวบาง แล้วนัทก็ยืนซ้อนเบียดเข้าข้างๆอย่างที่เคยทำ ริมฝีปากคลอเคลียที่ใบหูของคนที่กำลังตั้งอกตั้งใจพับธงผ้าปลาคราฟสีสดใสอยู่

“อื้อ..จั๊กจี้ พอแล้ว” ปลาบเสียงขุ่นเมื่อมันเริ่มซนแถวๆซอกคอและไหล่บาง ซินกระทุ้งศอกไปโดนหน้าท้องอีกฝ่ายไม่แรงนักเพื่อให้หยุด

“โอ..โอย..อันนี้เจ็บจริง” ร่างบางกรอกตาขึ้นข้างบนด้วยความหมั่นไส้ รู้หรอกว่าไม่ได้เจ็บจริง ตีแขนที่โอบเอวบางของตัวเองอยู่เบาๆ

“เลิกเล่นได้แล้ว รีบไปไม่ไช่หรอ” ถามถึงเรื่องที่อีกคนนัดเพื่อนเอาไว้ เห็นบอกมาตั้งแต่สองสามวันก่อนว่าวันนี้จะไปกับเพื่อน

“จ้า...พรุ่งนี้นัทมารับบ่ายๆนะครับ โทรปลุกด้วยนะ”  : )) ร่างบางเดินมาส่งที่บ้านประตู ยืนรอจนอีกคนขับรถออกไป

 

หลังจากล็อคประตูบ้านเรียบร้อยก็เดินกลับขึ้นมาบนห้อง ซินหยิบธงปลาคราฟสำหรับที่จะใช้แขวนในวันพรุ่งนี้ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง อุปกรณ์ติดตั้งต่างๆยังครบถ้วน ไม่ได้กระเด็นหรือหล่นหายไปตอนที่มือกีตาร์สะบัดมันเล่น

แต่แล้วก็สะดุดตากับของบางอย่างในกล่องพัสดุที่ส่งมาจากญี่ปุ่น มันเป็นกล่องโลหะเล็กสีทองหม่น ลวดลายเป็นรูปนกและดอกอุเมะน่ารัก เพื่อนของเขาคงแถมของขวัญมาให้ด้วยแน่ๆ คิดได้อย่างนั้นก็ยกยิ้มมุมปากอย่างอ่อนโยน นิ้วเรียวบรรจงเปิดฝากล่องออก แล้วก็พบว่าข้างในคือกระจกแบบมีด้ามถือใบจิ๋ว สีเดียวกับกล่องโลหะ ด้านหลังยังคงเป็นลายเดียวกัน แต่มีตัวหนังสือสลักอยู่อย่างสวยงามว่า

 

‘Make a wish’

 

“อธิษฐานหรอ งั้นคืนนี้ขอให้ได้กลับเป็นเด็กอีกครั้ง” ซินมองเข้าไปในกระจก ถึงมันจะเล็กมากจนสามารถมองเห็นเพียงดวงตาข้างเดียวก็ตาม จากนั้นก็พูดสิ่งที่คิดอยู่ขณะนั้นออกมา รู้หรอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่แค่ในฝันก็ยังดี ก่อนจะปิดกล่องซินสังเกตเห็นว่ากระจกใบเล็กนี้มีส่วนที่สามารถร้อยสร้อยเข้าไปได้ จึงจัดแจงหาสร้อยสีที่เข้ากันมาทำให้กลายเป็นเครื่องประดับชิ้นใหม่ได้ทันที

 

-Make-

-A-

-Wish-

 

RRRRRRRRRRRRRRR

“มือถือใครดังวะ ไอ้นัทของมึง” ร่างโปร่งเดินกลับมารับเจ้าเครื่องมือสื่อสารจากเพื่อนไป มองที่หน้าจอ

 

-ซิน-

 

 และทำให้เห็นนาฬิกาจากหน้าจอว่า ล่วงเข้าวันใหม่มาเกือบสองชั่วโมงแล้ว ทำไมอีกฝ่ายยังไม่นอน

“ฮัลโหล ว่าไงจ้ะ ยังไม่นอนหรอ” พูดเสียงทะเล้นตามอารมณ์

“น...นัท....มาหาซินหน่อย...ซ...ซิน ซิน...เป็นอะไรก็ไม่รู้...” เสียงเล็กฟังดูแตกต่างจากทุกที แม้สไตล์การพูดจะเหมือนเดิม แต่เนื้อเสียงของนักร้องเขาเปลี่ยนไป เป็นอะไรมากรึเปล่านะ!!!

“ซินเป็นไร!....แปปนึง เดี๋ยวนัทไปเดี๋ยวนี้ ที่บ้านนะ” เมื่ออีกคนตัดสาย มือเล็กก็วางโทรศัพท์เครื่องโปรดที่ตอนนี้กลายเป็นสิ่งที่ร่างบางสนใจน้อยที่สุด ก็ในเมื่อมีสิ่งที่ควรจะให้ความสำคัญมากกว่า ซินจ้องมองเข้าไปในกระจกสร้อยขอของตนเอง สลับกับกระจกที่โต๊ะเครื่องแป้ง .....กระพริบตาถี่ๆอีกสองสามครั้ง... แทบไม่อยากจะยอมรับ ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองตอนนี้

-เขากลับไปเป็นเด็กอายุ 10 ขวบได้ยังไงกัน!!!-

2_becontinue_in_ch2

 

Kodomo no hi -Ch2-

เสียงรถยนต์ที่พุ่งทะยานมาอย่างรวดเร็วก่อนจะจอดเงียบสนิทอยู่ตรงหน้าบ้าน ร่างเล็กกระโดดขึ้นยืนบนโซฟาเพื่อมองลอดรั่วออกไป ‘นัทมาแล้ว!’ กำลังจะก้าวลงมาเพื่อหวังจะวิ่งไปที่ประตู แต่ด้วยเพราะความมืดเนื่องจากเจ้าตัวไม่ยอมเปิดไฟ หรือเพราะร่างกายที่ตอนนี้ถูกย่อส่วนทำให้กะความสูงโซฟาผิดไป ร่างเล็กถึงพื้นในสภาพจับกบทั้งสองแขนสองขา ยังดีที่พรมของชุดโซฟาเป็นแบบนุ่ม แต่ก็ยังรู้สึกชาๆเพราะแรงกระแทกอยู่เหมือนกัน

ตลอดเวลาที่นั่งรอ ซินห้ามตัวเองไม่ให้ฟุ้งซ่านกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ ตอนที่โทรบอกนัทเพราะเป็นคนแรกจริงๆที่คิดถึงในช่วงเวลาที่สับสน ถ้าถามว่าป๊ากับม๊าล่ะ อยู่ๆจะให้พาร่างกายที่หดลงกลายเป็นเด็กประถมไปเคาะประตูห้องป๊ากับม๊าก็ไม่กล้าหรอกนะ จนถึงตอนนี้ความรู้สึกช็อคมันหายไปเกือบหมดแล้ว ความกังวลต่างๆเข้ามาแทนที่ เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงมันยาวนานกว่าทุกที จึงไม่แปลกเลยที่พอนัทกระชากเปิดประตูเข้ามาแล้วร่างเล็กจะพุ่งตัวเข้าไปกอดในทันที

“นัท...นัท....นัท!” น้ำตาที่ตอนแรกไม่มีเลยสักหยด กลับท่วมท้นออกมาเต็มใบหน้า

“เฮ้ย อะไรเนี่ย” นัทมองกลุ่มผมยาวหยักศกที่คุ้นตาอย่างไม่แน่ใจนัก แต่ถึงจะมืดแต่ก็มั่นใจว่าเด็กคนนี้เขาไม่รู้จักมาก่อน ทำไมถึงเรียกเขาอย่างคุ้นเคยอย่างนั้น แล้วซินไปไหน ในใจตอนนี้กังวลและห่วงร่างบางสุดใจ ปกติซินไม่เคยจะโทรมาด้วยน้ำเสียงและเรียกเขามากลางดึกแบบนี้

“ซินไปไหน?... ซิน!! ซิน!” มือใหญ่พยายามแกะคนตัวเล็กออกอย่างอ่อนโยน แต่ถามเด็กที่กำลังร้องไห้ไปก็คงไม่รู้เรื่อง สู้เรียกเจ้าตัวเลยดีกว่า หายไปไหนล่ะทำเขาเป็นห่วงแล้วยังเงียบอยู่อีก

“เราอยู่นี่! จะตะโกนทำไมเล่า เดี๋ยวป๊ากับม๊าตื่นนะ!” เสียงอู้อี้เล็กๆดุปรามให้เขาเงียบ พร้อมกับทุบกำปั้นที่อก มืออีกข้างก็เช็ดน้ำตาอย่างน่าเอ็นดู แต่ ณ จุดนี้ คิ้วนัทขมวดเข้าหากันอย่างอัตโนมัติ นี่เล่นอะไรกันเนี่ย

“ตัวเล็ก พี่ซินอยู่ไหนคะ” ร่างสูงคุกเข่าลงเพื่อให้คุยกันง่ายขึ้น มองใบหน้าเล็กในความมืด ที่ตอนนี้ตาของเขาปรับให้ชินกับสภาพแสงน้อยแล้ว ทำให้เขาพอจะสังเกตได้ว่าน้องคนนี้คล้ายกับซินจริงๆ ทรงผม ดวงตา ริมฝีปาก แม้แต่ชุดนอนที่ใส่ มันคงจะตลกดีหากน้องเขาจะพยายามเล่นเป็นซิน แต่ตอนนี้ เขาเริ่มจะขำไม่ออกแล้วถ้ายังไม่เจอเจ้าตัวยุ่ง และถ้าน้องคนนี้ยังยืนยันว่าเป็นนักร้องของเขาอยู่

“...ฮึก....ไอ้บ้านัท...ไอ้งอก ไอ้มึน จะให้เราเรียกยังไงถึงจะเชื่อ ห๊ะ!” หน้าสวยเบะปากแล้วเริ่มร้องไห้อีกครั้ง ว่าแล้วว่าไม่มีใครเชื่อหรอก ซึ่งเข้าใจว่ามันไม่ใช่ความผิดของนัทเลยจริงๆ ขนาดตัวซินเองซินยังไม่อยากจะเชื่อเลย.......

 

อย่างกับอยู่ในสงครามเย็นยังไงไม่รู้ต่างคนต่างเงียบ.... ไฟในห้องนอนของซินเปิดสว่าง ทำให้เขาสามารถสังเกตร่างเล็กที่นั่งอยู่ตรงปลายเตียงได้ถนัด ต่างคนต่างเงียบ นัทย้ายที่นั่งลงไปนั่งกับพื้นตรงหน้าอีกฝ่าย มันยากเกินจะเชื่อได้แล้ว นี่เขาอยู่ในหนัง Sci-Fi หรืออะไรทำนองนั้นรึเปล่า ถ้าเมื่อกี้เด็กน้อยคนนี้ไม่พูด Code บางอย่างที่รู้กันแค่สองคนจริงๆเขาคงไม่มีทางเชื่อแน่ๆ

“ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ” แค่เปิดคำถามแรกซินก็ทำหน้าจะเริ่มร้องไห้อีกแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะปลอบ ขึ้นมานั่งบนเตียงข้างกันก่อนจะยกตัวเด็กน้อยขึ้นนั่งบนตัก คนถูกปลอบหันไปซบที่ไหล่ลาด แขนเล็กสองข้างยกขึ้นกอดคอไว้แน่น แล้วพึมพำกับอกมือกีตาร์

“ซินไม่รู้...ฮึก ซินไม่รู้ ก่อนนอน..ยัง...ไม่เป็นอะไรเลย..ซินลุกมา...เข้า..ห้องน้ำ...ก็เป็นอย่างงี้แล้วอ่ะ”

“นิ่งก่อนๆ ไม่ร้องแล้วค่ะ เดี๋ยวตาบวมนะ” นิ้วเรียวที่คุ้นเคยกับการดีดกีตาร์ เชยคางเรียวเล็กให้เงยขึ้น บรรจงซับน้ำตาให้ เมื่อสายตาประสานกัน นัทก็ยิ้มที่มุมปาก จะว่าบ้าก็บ้าวะ แต่เด็กคนนี้ เป็นนักร้องของเขาจริงๆน่ะแหละ ไม่มีใครในโลกนี้ที่พอมองตากันแล้วทำให้ใจเขาเต้นเป็นจังหวะแบบนี้อีกแล้ว อดไม่ได้ที่จะจูบซับน้ำตาให้ ดูสิตาบวมแล้วจริงๆ

“อื้อ...หยุด...ไม่เอา เรากลุ้มอยู่นะ” มือเล็กยกขึ้นมาปิดปากที่เริ่มซุกซนของนัทเอาไว้ เมื่อกี้ก็จูบที่เปลือกตาอยู่ดีๆ ไหงลามลงมาที่ซอกคออีกแล้ว นัทชะงักเหมือนหลุดออกจากภวังค์

“ขอโทษ...” ไม่รู้ทำไมเหมือนห้ามใจไม่อยู่ จริงๆก็ไม่เคยจะห้ามใจกับคนตรงหน้าได้อยู่แล้ว แต่เมื่อกี้นี้เหมือนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไร กลิ่นหอมตรงซอกคอเหมือนจะรุนแรงกว่าทุกที นัทยกตัวเด็กน้อยขึ้นอีกครั้ง เพื่อขยับให้นั่งสบายขึ้น และเพื่อให้ถูกเขาลวนลามน้อยลง มือใหญ่สองข้างแทบจะโอบรอบได้ทั้งตัว นิ้วเรียวเผลอไปสะกิดโดนตุ่มไตอ่อนไหวอย่างไม่ได้ตั้งใจ

“อ๊ะ!...อ๊า” คนถูกอุ้มยกมือขึ้นปิดปาก ตกใจกับเสียงอุทานของตนเอง หันไปมองหน้าร่างสูงที่ก็มองมาแบบงงๆเหมือนกัน ซินรู้สึกปวดหนึบๆตรงหว่างขา ร่างเล็กงอเข่าชันขาขึ้นตั้งใจซ่อนความรู้สึกน่าอายบางอย่าง

“เป็นอะไรครับ” นัทก้มหน้าลงมาถามคนที่ตัวเล็ก ที่ตอนนี้แทบจะงอตัวเป็นกุ้งอยู่บนตักของเขา

“อึก...เปล่า...ซินไม่...ฮะ...นัท” ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฮอร์โมนของเด็กวัยนี้รึเปล่า แต่แค่ได้ยินเสียงเขาก็แทบจะทนไม่ไหวแล้ว ร่างเล็กเงยขึ้นมองตาและริมฝีปากของคนตรงหน้าสลับกัน แขนเล็กค่อยๆโอบรอบคอหนาอย่างกล้าๆกลัวๆ สะโพกเล็กขยับเสียดสีกับต้นขาจนร้อน นัทยกมือขึ้นกุมขมับ ยกยิ้มขำ....มินิซิน นี่พลังทำลายล้างสูงกว่าปกติอีกนะ

“แล้วมาว่ากันทีหลังไม่ได้นะ ถ้าจะยั่วกันขนาดนี้” ว่าพลางหันไปรับจูบแสนซนที่เริ่มและเล็มปลายคางเขาอยู่

“อื้ออ” ถึงจะตัวเล็กลงแต่ซินก็ยังเป็นซิน ถึงความยับยั้งชั่งใจจะน้อยลงบ้าง(ซึ่งเขาชอบ) แต่พอโดนแซวก็ยังคงมีเสียงต่อต้านในลำคอทั้งที่ลิ้นเล็กก็ง่วนกับการตวัดหยอกเย้ากับลิ้นของเขาอยู่ ....

 

แสงอาทิตย์สาดส่องลอดผ้าม่านเข้ามากระทบเปลือกตา ซินขมวดคิ้วก่อนจะหันตะแคงไปอีกข้าง ซุกตัวเข้ากับอกกว้างของอีกคนที่นอนมองอยู่ นัทตื่นก่อนนานแล้วจริงๆต้องเรียกว่าไม่ได้นอนเลยมากกว่า ยังคงนอนกอดซ้อนด้านหลังของคนรักที่ร่างกายกลับกลายไปเป็นเด็กประถมไว้อยู่อย่างนั้น ก็เพราะกังวลแทนคนตรงหน้านี้ไปสารพัด ถ้าซินยังคงต้องเป็นเด็กแบบนั้นจะทำอย่างไรเขาก็คิดไปร้อยแปด ก็ยังดีที่ร่างบางเพลียจนหลับไป ไม่งั้นคงจะงอแงกว่านี้แน่ แต่เมื่อแสงอาทิตย์แรกของวันส่องจากปลายขอบฟ้า เขาก็รู้สึกโล่งใจเป็นที่สุด เมื่อซินกลับมาเป็นซิน อดไม่ได้ที่จะหอมหน้าผากมนนั้นอย่างรักใคร่

##########################

แม้จะยังหาคำตอบกับเรื่องประหลาดที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวาน แต่ก็ดีใจที่สุดแล้วที่ได้กลับมาเป็นตัวเอง และก็เลือกที่จะไม่พูดกันเรื่องนี้อีก ส่วนหนึ่งเพราะเขินอายกับพฤติกรรมติดเรทที่เพิ่งทำไปด้วยแหละ หน้าไม่อายจริงๆเลยซิน ทำอย่างนั้นได้ยังไงเป็นเด็กเป็นเล็ก... เฮ้อ ช่างเถอะ เลือกชุดไปงานวันนี้ดีกว่า

ซินเดินออกจากบ้านมาด้วยชุดสูทไม่เป็นทางการสีน้ำตาลอ่อน เสื้อด้านในลายสก๊อตสีเข้ากัน ไม่ลืมที่จะแขวนแว่นกันแดดกลมกรอบโลหะไว้ที่เสื้อ พยายามเลือกให้เข้ากับธีมงานย้อนยุควันนี้สุดๆ มือเรียวประดับแหวนที่เจ้าตัวชอบใส่เปิดประตูรถคันที่คุ้นเคยที่จอดรออยู่ตรงหน้าบ้าน

..................

“ไม่มีนัทไปคุมระวังด้วยนะ เดี๋ยวโดนเด็กจีบ” พูดทีเล่นทีจริงแต่คิ้วขมวดสมเป็นนัทซิงกุล่าร์นั่นแหละ เห็นแล้วหมั่นไส้ นัทเลี้ยวรถเข้ามาจอดตรงที่จอดรถด้านในของมิวเซียมสยาม เพื่อส่งร่างเล็กจากนั้นตนก็จะแยกไปร่วมงานของรุ่นพี่คนสนิทอีกทีหนึ่ง

“นั่นสิ เรายิ่งรักเด็กมากกกกกกกกก อยู่ด้วย” ปลดเข็มขัดนิรภัย เตรียมตัวลงจากรถ

“รักนัทก็บอกมาเห๊อ” หัวเราะขำเมื่อนึกไปถึงที่ทรูสเตเดียม

“ก็ปากมันดีอย่างนี้ เดี๋ยวก็แช่งให้กลายเป็นเด็กจริงๆหรอก” ว่าแล้วก็หน้าแดงเอง จริงๆไม่ได้ตั้งใจจะวกเข้ามาเรื่องนี้หรอกแต่ห้ามไม่ทัน

“หึ ไม่เอาดิ ถ้านัทกลายเป็นเด็กตัวเท่านั้นมันก็เล็กอะดิ” มุกอะไรของมันอีกละ

“เล็กอะไร อะไรเล็ก...อ...ไอ้ลามก!”

“คิดเร็วนะเนี่ยรอบนี้ ไม่ต้องเฉลยด้วย ...โอ้ยย” ยังล้อเลียนคนรักไม่เลิกจนโดนฟาดเข้าไปที่แขนเสียหนึ่งที

“ไปเลยรีบไปเลย ขับรถดีๆ แล้วอย่ามารับสายนะ” กลิ้นยิ้มไม่ได้ ต้องรีบลงจากรถก่อนจะเผลอยิ้มให้ไอ้บ้านี่ได้ใจ ก่อนจะหันกลับมากำชับเรื่องความปลอดภัย ยิ้มน่ารักให้ทีนึงก่อนจะเดินเข้างานไป

 

ในหมู่บ้านใหญ่หรูหรา ในเขตบางนา บ้านหลังใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ร่มรื่น ธงปลาคราฟถูกปักด้วยเสาไม้ที่สูงจนปลาทั้งสามตัวปลิวตามลมได้อย่างสง่างาม ในห้องนอนสีขาวที่เล็กที่สุด หน้าต่างถูกเปิดออกราวกับมีลมพัดอย่างแผ่วเบา สร้อยคอรูปกระจกสีทองหม่นถูกวางอยู่บนหนังสือเล่มโปรดที่อ่านค้างไว้ และเมื่อผ้าม่านสะบัดพริ้วตามแรงลม สร้อยคอเส้นนั้นก็หายไป 

 

End 

จบเท่านี้ก่อนละกันนะจ้ะ สำหรับวันเด็กผู้ชาย จริงๆไม่ทันแต่ก็หยวนๆน่า 5555

เป็นเรื่องที่นอกจากจะโชตะแล้ว มันยังพาเข้าโลกแฟนตาซีอีกด้วย แบบว่าเป็นความชอบส่วนตัว เอิ้กก

หวังว่าเรื่องนี้จะทำให้ทุกๆคนที่อ่านอารมณ์ดีนะคะ ฮิ้ววว ขอบคุณค่ะ

edit @ 6 May 2012 16:37:55 by jjippiichirpii

Fiction - Scarlet Apron -

posted on 20 Apr 2012 02:18 by jah-kony  in SGL

เรื่องต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้แต่ง ไม่ใช่เรื่องจริงและไม่ได้เกี่ยวข้องกับบุคคลใดทั้งสิ้นนะคะ

 

 - Scarlet Apron - ch1

ผ้ากันเปื้อน…..

ซินมองเจ้าสิ่งแปลกปลอมที่แขวนอยู่ที่ผนังฝั่งที่เป็นตู้เสื้อผ้า สลับกับมองหน้าเจ้าของห้อง

“เป็นอะไรอ่ะ นั่งดิ อ๋อ..” ร่างบางเอายืนจ้องเจ้าผ้ากันเปื้อนจนอีกคนสังเกตเห็น แล้วก็เข้าใจทันทีเมื่อมองตามสายตาไป

“เอามาไว้ในห้องทำไม คุณทำความสะอาดห้องหรอ” แม้ว่ามันจะค่อนข้างขัดกับสภาพแวดล้อมที่ว่าห้องนอนไม่น่าจะมีผ้ากัดเปื้อน แต่เหมือนซินจะนึกเหตุผลที่น่าจะเป็นคำตอบขึ้นมาได้

“อะ...เออ...แม่ให้ทำ พอรู้ว่าซินจะมา โดนด่ายับเลยว่าห้องรก” ห้องรก?? ไม่น่าจะมีในพจนานุกรมของคุณชายโชติวุฒิได้นะ ความเนี๊ยบเป็นระเบียบของนัท ที่เขาให้สัมภาษณ์ในหลายๆรายการไม่ได้เกินจริงเลย เพราะฉะนั้น มีพิรุธ!!!

“ห้องรกเนี่ยนะ?” คนสวยหรี่ตามองคนที่นั่งประจำที่หน้าเครื่องมือที่ใช้สำหรับอัดเสียง ในมือปรับสายกีตาร์โปร่งตัวเดิมที่เห็นจนชินตา นัทเงยหน้าขึ้นเมื่อถูกถาม

“รกกีตาร์ไง เอาออกมาทำความสะอาดแล้วไม่ได้เก็บ สงสัยอะไรเนี่ย?? ไหนเอาเนื้อเพลงมาดูดิ๊” ยิ่งพูดก็เหมือนยิ่งทำให้น่าสงสัย แต่ตอนนี้ไม่อยากจะคิดอะไรเยอะ ก็คงเป็นอย่างเขาบอกนั่นแหละมั้ง

 

“ซิน....หิวข้าวว่ะ...ทำไรให้กินหน่อยดิ” หลังจากทำงานตลอด 3 ชั่วโมง ท้องไส้ก็เริ่มจะประท้วง ข้าวเย็นที่กินกันก่อนจะเข้ามาก็ย่อยไปหมดแล้ว ร่างเล็กที่นั่งกอดหมอนอยู่บนเตียงเงยหน้ามองนาฬิกา

“จะกินไรอ่ะ กินมาม่าป่ะล่ะง่ายดี”

“โฮ๊ะ ไม่เอา กินมาม่าก็ไม่บอกให้ทำให้กินละดิ” ‘ทำไมวันนี้มันงอแงจังวะ’ ร่างบางขมวดคิ้วนิดนึง ด้วยความสงสัยไม่ใช่เพราะไม่พอใจ คงเพราะต้องทำงานดึกๆทุกวันละมั้ง ซินเดินนำลงมาห้องครัวข้างล่าง สำรวจห้องครัว โชคดียังมีข้าวหุงอยู่ในหม้อ ก่อนเปิดตู้เย็นเพื่อหาวัตถุดิบสำหรับทำอะไรให้ ‘เด็กงอแง’ ทานเป็นมื้อดึก

“มีไข่ งั้นกินข้าวไข่เจียวละกัน.....อะไร??” แทนที่จะสนใจช่วยคิดว่าจะกินอะไรดี ร่างสูงกลับยื่นผ้ากันเปื้อนมาให้เขา จริงๆต้องเรียกว่า แทบจะใส่ให้เขาแล้วด้วยซ้ำ ถ้าจะยืนใกล้กันขนาดนี้

“ใส่ด้วยดิ เดี๋ยวเปื้อนนะ” ไม่รอให้ถูกปฏิเสธ นัทสวมเจ้าผ้ากันเปื้อนสีแดงให้ทันที จับพลิกตัวให้หันหลังแล้วผูกเชือกให้เรียบร้อย ร่างบางยิ้มมุมปาก เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง ยอมให้จับใส่ผ้ากันเปื้อนแล้วก็ยังยืนเฉยๆให้อีกคนมัดผมให้ด้วย นัทรวมผมสลวยอย่างเบามือ ตั้งใจมัดสูงๆให้เป็นหางม้า น่ารักดี

“เจ็บ.....” เพราะไม่ชินกับการมัดผมสูง หรืออาจจะเพราะคนที่มัดให้ก็ไม่ถนัด จึงรู้สึกเหมือนผมโดนดึงจนเจ็บ ซินจับยางรัดผม ดึงๆให้มันคลายความแน่น ปอยผมม้าหลุดลงมา ณ จุดนี้ ความน่ารักไม่หลงเหลืออีกแล้ว .......เหลือแต่ความน่าฟัดแทน =,.=

.............

“ถอดให้หน่อยดิ...มัดอะไรแน่นห๊ะ” จนกระทั้งนานข้าวเสร็จร่างบางจึงทักท้วงให้อีกคนถอดผ้ากันเปื้อนให้ ก็ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าแต่คิดว่าผู้ชายของเขาคงชอบให้ใส่ เพราะฉะนั้นตอนที่ทำอาหารเสร็จก็จงใจไม่ถอด และที่ทำให้มั่นใจขึ้นมาอีกนิดว่านัทชอบให้ใส่ไอ้ผ้ากันเปื้อนนี่ก็คือ สายตาที่มองเขาแทบจะไม่กะพริบเลยกับอาการยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่โต๊ะอาหาร แต่จะให้ใส่ตลอดก็ไม่ไหวหรอก ของบางอย่างมันก็ใช้ได้กับบางกิจกรรมเท่านั้นแหละ เดี๋ยวก็ต้องขึ้นไปทำเพลงต่อ ให้ใส่ไปถอดเลยคงตลกน่าดู ซินหันหลังให้ มือข้างหนึ่งจับปอยผมที่เริ่มจะหลุดเยอะแล้วเอาไว้ รอให้อีกคนปลดเชือกให้

“ถอดชิ้นนี้แทนได้ป่ะ” แทนที่จะดึงเชือกผ้ากันเปื้อน ร่างสูงกลับเดินเข้ามาประชิด กอดเอวเขาจากทางด้านหลัง มืออีกข้างลูบไล้ไปตามขอบกางเกง และไม่รอให้ได้รับคำอนุญาต มือซุกซนนั้นก็ปลดกระดุมกางเกงของเขาเรียบร้อยแล้ว ริมฝีปากหนาใล่จูบเบาๆจากไหล่เล็กไล่มาถึงซอกคอ สร้างความวาบหวามในอกอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

“เฮ้ยย นี่.... ไม่เอา!! เล่นอะไร เดี๋ยวพ่อกับแม่กลับมานะ เหวอ!!” ร้องเสียงหลงเพราะจู่ๆก็ถูกยกขึ้นทั้งตัว มือเล็กยันไหล่คนที่อุ้มเขาเอาไว้

“อ้าว นัทยังไม่ได้บอกหรอครับ ว่าวันนี้พ่อกับแม่ไม่กลับ นอนบ้านยาย” สองเท้าทำงานเร็วพอๆกับส่วนอื่น กว่าซินจะรู้ตัวก็กลับมาอยู่ในห้องนอนของอีกฝ่ายแล้ว............

_2bcontinue_

 **คำเตือน** ตอนที่ 2 มันค่อนข้างจะล่อแหลมนะคะ พูดกันตรงมันก็โจ่งครึ่มพอสมควร ใครไม่ชอบแบบติดเรท แนะนำให้อ่านถึงแค่ตอนที่ 1 เพราะจริงๆมันจบได้น่ารักแล้ว ส่วนตอนที่ 2 เกิดจากความหื่น เอ้ย... ความอยากเขียนของเราเอง ยังไงก็คิดว่าน่าจะแจ้งให้ทราบก่อนจะเสียอรรถรสในการอ่านนะคะ

- Scarlet Apron - ch2

 

ผ้ากันเปื้อน…..

-มันคือตัวต้นเหตุ- นี่คือสิ่งที่โผล่เข้ามาในหัวหลังจากที่เขาโดนโยนลงบนเตียง ……….จริงๆคำจำกัดความของการกระทำเมื่อสักครู่นี้คือ ถูกวางลงอย่างเบามือ ต่างหาก

ในขณะที่เขากำลังฟุ้งซ่านอยู่กับมือและริมฝีปาก ที่จาบจ้วงร่างกายเขาอย่างซุกซนอยู่นั้น ซินไม่รู้ตัวเลยว่าท่อนล่างของตัวเองนั้นเปลือยเปล่า ที่เหลืออยู่บนร่างกายคือผ้ากันเปื้อน และเสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัวที่ใส่มา จริงๆเหมือนเจ้าของริมฝีปากที่กำลังยอกเย้ากับร่างกายของเขาอยู่พยายามจะถอดมันออก เพราะตอนนี้เสื้อตัวบางถูกดึงจนมากองที่หัวไหล่

จูบเนิ่นนานจนทำให้ร่างบางเผลอจิกมือลงกับหัวไหล่อีกฝ่ายเพราะแทบจะหมดลมหายใจ นัทละจากริมฝีปากน่ารักนั้นอย่างอ้อยอิ่ง ก่อนจะค่อยๆเคลื่อนตัวให้ต่ำลงไปเรื่อยๆ ขบเม้มซอกคอขาว ดูดดึงยอดอกผ่านเนื้อผ้าสีแดงสด เสียงหึในลำคอบ่งบอกถึงความชอบใจเมื่อร่างบางแอ่นอกขึ้นรับ

ซินปรือตามองกลุ่มผมที่ไหวไปมาอยู่บนตัวเขา มันเคลื่อนตัวลงต่ำไปเรื่อยๆ ทุกๆวินาทีที่นัทเคลื่อนไหวริมฝีปาก มันสร้างความเสียวซ่านจนไม่สามารถกลั้นเสียงอันน่าอายนี้ได้ ถึงแม้จะทั้งกัดฟันหรือเม้มปากก็ยังไม่ช่วยอะไร

“อ่ะ...อ๊ะ!! อ๊า” ร่างบางร้องเสียงหลงเมื่อนัทขบเม้มและไล้เลียส่วนอ่อนไหวของเขาทั้งที่มีผ้าสีแดงปกคลุมอยู่จนเปียกชุ่ม เสียงจิ๊จ๊าจากการดูดเม้ม น่าอับอาย ซินหลับตา คนของเขาเป็นพวกลามกอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน แต่ที่อยากจะบ้าก็ตรงที่ตัวเขาเองก็ดันรู้สึกตื่นเต้น อารมณ์ถูกดึงให้สูงขึ้นเรื่อยๆอย่างง่ายดายเพียงแค่มองร่างกายตัวเองถูกลวนลามจากคนตรงหน้า

“…….ลามก….อ๊ะ...เป็นบ้ากามอะไรห๊ะ!! อื้อ!!” ถ้อยคำถูกพูดออกมาอย่างยากลำบาก เมื่ออีกฝ่ายเคลื่อนต่ำลงไปกว่านั้น ตอนนี้จากระดับสายตาของเขามองเห็นแค่มีอะไรขยับอยู่ใต้ผ้ากันเปื้อนสีแดง ขาเรียวทั้งสองข้างยกขึ้นอย่างอัตโนมัติเมื่อจุดที่ถูกสนใจเปลี่ยนจากส่วนอ่อนไหวด้านหน้า เป็นช่องทางสีสวยด้านหลัง เท้าทั้งสองข้างยันไหล่ของอีกคนเอาไว้ งุ้มปลายเท้า ระบายความเสียวซ่านเมื่อถูกลิ้นร้อนๆระราน

“บ้ากามเพราะใครก็ไม่รู้ ทำตัวน่าฟัดขนาดนี้” นัทเงยหน้า ชายผ้ากันเปื้อนทิ้งตัวลงมาเผยให้เห็นส่วนอ่อนไหวที่ถูกปลุกเร้าอย่างค้างๆคาๆ แกล้งจูบสองสามครั้งตรงส่วนปลายอย่างหมั่นเขี้ยว ตอนแรกคิดแค่ว่าใส่แล้วน่ารักดี อยากให้ใส่บ่อยๆ ไม่คิดเลยว่าซินในสภาพกึ่งเปลือยใส่ผ้ากันเปื้อน จะมีพลังทำลายล้างขนาดนี้

“ทำตัวน่าฟัดอะไรว้า ไอ้...อย่าเล่นอย่างนี้!! อื้อ!!!” ขัดใจที่อีกคนทำเหมือนกำลังเล่นเกม หรืออะไรสักอย่าง จะยกมือขึ้นตบตีหัวไอ้บ้านี่ก็ทำไม่ได้เพราะถูกมือใหญ่จับยึดไว้กับที่นอน ทรมาณ... เหมือนอารมณ์ถูกดึงขึ้นสูงแล้วก็ปล่อยให้ตกลงมา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันเหนื่อยยิ่งกว่าวิ่งออกกำลังกายช่วงก่อนคอนเสิร์ตอีก ใจเต้นแรงจนรู้สึกเหมือนกับมันจะเต้นหลุดออกมานอกอก

“ไม่เล่นนี่จ้ะ เอาจริงตั้งแต่แรกเลยนะ” พูดจบลิ้นร้อนๆก็เริ่มทำงานของมันอีกครั้ง ซินเกร็งหน้าท้องจนรู้สึกปวด สะโพกเล็กขยับขึ้นลงเป็นจังหวะเข้าหาอีกฝ่ายเมื่อโดนแกล้ง

“...ค...คุณ....เร็วๆ” เสียงกระซิบผะแผ่ว ปนหอบอย่างเหนื่อยอ่อน ร่างบางถึงขีดจำกัดของความอดทนแล้ว ปรือตาที่ปริ่มไปด้วยน้ำตาของความอดกลั้น ริมฝีปากแดงระเรื่อจากการถูกกัดและดูดเลีย นัทสะดุดไปนิดนึง นี่คนสวยของเขายังมีพลังทำลายล้าง ระรอกที่ 2 แบบเป็น After Shock รู้สึกเลยว่าเลือดสูบฉีดขึ้นมาที่หน้า

ร่างบางปล่อยดึงมือออกจากการเกาะกุม มือข้างหนึ่งขยำเสื้อบริเวณไหล่ อีกข้างลามขึ้นมาดึงผมไม่เบานัก

“...-ณัฐ-....เดี๋ยวนี้!” คนถูกสั่งยิ้มเล็กๆ

“ขอรับกระผม...” ………………

 

################################

“ซิน มีคำถามมาทาย รู้เปล่าว่าอวัยวะในร่างกายคนเราอะไรแข็งแรงที่สุด” ‘วันนี้มันจะมาไม้ไหนอีกเนี่ย’ คนถูกถามมองอย่างไม่ไว้วางใจ แต่นั่งซ้อมกันอยู่คงจะถามมุขแป๊กเหมือนทุกทีละมั้ง

“อะไรอ่ะ” ก็เล่นด้วยซะหน่อย

“ลิ้นไง” ‘มันยิ้มอะไรของมัน’

“ทำไมอ่ะ?” ยังไม่หายสงสัย แต่ก็เหมือนจะเคยอ่านเจอนะ ว่ามันเป็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงมาก

“.............................................” นัทข้ามฝั่งโซฟามานั่งข้างๆ ก่อนกระซิบอะไรบางอย่างที่ทำให้จู่ๆนักร้องก็หน้าแดงขึ้นมาซะเฉยๆก่อนจะโวยวายลั่น

“ไอ้บ้า!!! ไปไกลๆเลยนะ!!” >//////////////<

 

-ก็อย่างลิ้นนัทไง ยกเอวซินลอยเลย-

 End

จบเห๊ออออ ปิดหน้าวิ่งหนี 

ปล. ขอแก้ไขนิดหน่อยนะคะ รู้สึกมาตั้งแต่ก่อนโพสครั้งแรกแล้วว่าจะใช้ชื่อไหนดี แต่คิดว่าถ้าพี่ซินเรียก ณัฐ มันฟังน่ารักกว่า โชติวุฒิ และจิ้นเสียงพี่ซินง่ายกว่า ณ โมเม้นท์นั้นอ่านะ ฮี่ๆๆ


edit @ 21 Apr 2012 14:34:46 by jjippiichirpii