Fiction -Kodomo no hi- 5.5.55
posted on 06 May 2012 00:26 by jah-kony in SGL
Kodomo no hi -Ch1-
บางครั้งซินก็ชอบนึกไปถึงตอนเด็กๆ ช่วงเวลาที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก เรียนๆเล่นๆ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร บางเวลาที่เหนื่อยๆ มักจะคิดถึงตอนที่ร้องเพลงตอนเด็กๆ มันทำให้หยุดฟุ้งซ่าน และรำลึกได้ถึงความรู้สึกในอดีต ตอนนั้น ความรู้สึกที่อยากจะมายืนอยู่ ณ จุดๆนี้ มันมีพลังมากมายแค่ไหน กว่าจะมาถึงวันนี้ เราผ่านอะไรมามากมาย สิ่งที่ทำให้ท้อใจมันก็จะหายไปหมด ....อยากกลับไปเป็นเด็กเหมือนกันนะ ฝันถึงก็ยังดี :3
“นี่อะไรวะ?? ผ้าอะไร” ซินหันไปตามเสียง ร่างบางกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง มองมือกีตาร์ของเขาสะบัดผ้าสีๆเขาวางไว้บนโต๊ะไปมา
“ธงปลาคราฟอ่ะ”
“ปลาคราฟ เอามาทำไร??” นัทยังคงสะบัด ‘ธงปลาคราฟ’ อยู่อย่างนั้น จนอีกคนเริ่มกลัวว่ามันจะขาดค่ามืออีกคน อุตส่าห์ให้เพื่อนที่ญี่ปุ่นส่งมาให้
“เฮ้ยย หยุดๆ คุณจะสะบัดเล่นทำไมเล่าเดี๋ยวขาด” ไม่ว่าเปล่า มือเล็กฟาดเข้าให้ตรงต้นแขน แล้วชี้ทำตาโตเหมือนคาดโทษไว้ เล่นอะไรไม่เข้าเรื่อง
“โอ๊ะ..โอ๊ยย ฮ่าๆ แค่นี้ต้องตีด้วย ขอโทษค้าบ วันหลังไม่ทำแล้วค้าบ” หัวเราะชอบใจเหมือนสำเร็จภารกิจ ตบด้วยประโยคออดอ้อนอ่อนหวาน ในขณะที่วงแขนกว้างก็โอบรอบเอวบาง แล้วนัทก็ยืนซ้อนเบียดเข้าข้างๆอย่างที่เคยทำ ริมฝีปากคลอเคลียที่ใบหูของคนที่กำลังตั้งอกตั้งใจพับธงผ้าปลาคราฟสีสดใสอยู่
“อื้อ..จั๊กจี้ พอแล้ว” ปลาบเสียงขุ่นเมื่อมันเริ่มซนแถวๆซอกคอและไหล่บาง ซินกระทุ้งศอกไปโดนหน้าท้องอีกฝ่ายไม่แรงนักเพื่อให้หยุด
“โอ..โอย..อันนี้เจ็บจริง” ร่างบางกรอกตาขึ้นข้างบนด้วยความหมั่นไส้ รู้หรอกว่าไม่ได้เจ็บจริง ตีแขนที่โอบเอวบางของตัวเองอยู่เบาๆ
“เลิกเล่นได้แล้ว รีบไปไม่ไช่หรอ” ถามถึงเรื่องที่อีกคนนัดเพื่อนเอาไว้ เห็นบอกมาตั้งแต่สองสามวันก่อนว่าวันนี้จะไปกับเพื่อน
“จ้า...พรุ่งนี้นัทมารับบ่ายๆนะครับ โทรปลุกด้วยนะ” : )) ร่างบางเดินมาส่งที่บ้านประตู ยืนรอจนอีกคนขับรถออกไป
หลังจากล็อคประตูบ้านเรียบร้อยก็เดินกลับขึ้นมาบนห้อง ซินหยิบธงปลาคราฟสำหรับที่จะใช้แขวนในวันพรุ่งนี้ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง อุปกรณ์ติดตั้งต่างๆยังครบถ้วน ไม่ได้กระเด็นหรือหล่นหายไปตอนที่มือกีตาร์สะบัดมันเล่น
แต่แล้วก็สะดุดตากับของบางอย่างในกล่องพัสดุที่ส่งมาจากญี่ปุ่น มันเป็นกล่องโลหะเล็กสีทองหม่น ลวดลายเป็นรูปนกและดอกอุเมะน่ารัก เพื่อนของเขาคงแถมของขวัญมาให้ด้วยแน่ๆ คิดได้อย่างนั้นก็ยกยิ้มมุมปากอย่างอ่อนโยน นิ้วเรียวบรรจงเปิดฝากล่องออก แล้วก็พบว่าข้างในคือกระจกแบบมีด้ามถือใบจิ๋ว สีเดียวกับกล่องโลหะ ด้านหลังยังคงเป็นลายเดียวกัน แต่มีตัวหนังสือสลักอยู่อย่างสวยงามว่า
‘Make a wish’
“อธิษฐานหรอ งั้นคืนนี้ขอให้ได้กลับเป็นเด็กอีกครั้ง” ซินมองเข้าไปในกระจก ถึงมันจะเล็กมากจนสามารถมองเห็นเพียงดวงตาข้างเดียวก็ตาม จากนั้นก็พูดสิ่งที่คิดอยู่ขณะนั้นออกมา รู้หรอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่แค่ในฝันก็ยังดี ก่อนจะปิดกล่องซินสังเกตเห็นว่ากระจกใบเล็กนี้มีส่วนที่สามารถร้อยสร้อยเข้าไปได้ จึงจัดแจงหาสร้อยสีที่เข้ากันมาทำให้กลายเป็นเครื่องประดับชิ้นใหม่ได้ทันที
-Make-
-A-
-Wish-
RRRRRRRRRRRRRRR
“มือถือใครดังวะ ไอ้นัทของมึง” ร่างโปร่งเดินกลับมารับเจ้าเครื่องมือสื่อสารจากเพื่อนไป มองที่หน้าจอ
-ซิน-
และทำให้เห็นนาฬิกาจากหน้าจอว่า ล่วงเข้าวันใหม่มาเกือบสองชั่วโมงแล้ว ทำไมอีกฝ่ายยังไม่นอน
“ฮัลโหล ว่าไงจ้ะ ยังไม่นอนหรอ” พูดเสียงทะเล้นตามอารมณ์
“น...นัท....มาหาซินหน่อย...ซ...ซิน ซิน...เป็นอะไรก็ไม่รู้...” เสียงเล็กฟังดูแตกต่างจากทุกที แม้สไตล์การพูดจะเหมือนเดิม แต่เนื้อเสียงของนักร้องเขาเปลี่ยนไป เป็นอะไรมากรึเปล่านะ!!!
“ซินเป็นไร!....แปปนึง เดี๋ยวนัทไปเดี๋ยวนี้ ที่บ้านนะ” เมื่ออีกคนตัดสาย มือเล็กก็วางโทรศัพท์เครื่องโปรดที่ตอนนี้กลายเป็นสิ่งที่ร่างบางสนใจน้อยที่สุด ก็ในเมื่อมีสิ่งที่ควรจะให้ความสำคัญมากกว่า ซินจ้องมองเข้าไปในกระจกสร้อยขอของตนเอง สลับกับกระจกที่โต๊ะเครื่องแป้ง .....กระพริบตาถี่ๆอีกสองสามครั้ง... แทบไม่อยากจะยอมรับ ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองตอนนี้
-เขากลับไปเป็นเด็กอายุ 10 ขวบได้ยังไงกัน!!!-
2_becontinue_in_ch2
Kodomo no hi -Ch2-
เสียงรถยนต์ที่พุ่งทะยานมาอย่างรวดเร็วก่อนจะจอดเงียบสนิทอยู่ตรงหน้าบ้าน ร่างเล็กกระโดดขึ้นยืนบนโซฟาเพื่อมองลอดรั่วออกไป ‘นัทมาแล้ว!’ กำลังจะก้าวลงมาเพื่อหวังจะวิ่งไปที่ประตู แต่ด้วยเพราะความมืดเนื่องจากเจ้าตัวไม่ยอมเปิดไฟ หรือเพราะร่างกายที่ตอนนี้ถูกย่อส่วนทำให้กะความสูงโซฟาผิดไป ร่างเล็กถึงพื้นในสภาพจับกบทั้งสองแขนสองขา ยังดีที่พรมของชุดโซฟาเป็นแบบนุ่ม แต่ก็ยังรู้สึกชาๆเพราะแรงกระแทกอยู่เหมือนกัน
ตลอดเวลาที่นั่งรอ ซินห้ามตัวเองไม่ให้ฟุ้งซ่านกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ ตอนที่โทรบอกนัทเพราะเป็นคนแรกจริงๆที่คิดถึงในช่วงเวลาที่สับสน ถ้าถามว่าป๊ากับม๊าล่ะ อยู่ๆจะให้พาร่างกายที่หดลงกลายเป็นเด็กประถมไปเคาะประตูห้องป๊ากับม๊าก็ไม่กล้าหรอกนะ จนถึงตอนนี้ความรู้สึกช็อคมันหายไปเกือบหมดแล้ว ความกังวลต่างๆเข้ามาแทนที่ เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงมันยาวนานกว่าทุกที จึงไม่แปลกเลยที่พอนัทกระชากเปิดประตูเข้ามาแล้วร่างเล็กจะพุ่งตัวเข้าไปกอดในทันที
“นัท...นัท....นัท!” น้ำตาที่ตอนแรกไม่มีเลยสักหยด กลับท่วมท้นออกมาเต็มใบหน้า
“เฮ้ย อะไรเนี่ย” นัทมองกลุ่มผมยาวหยักศกที่คุ้นตาอย่างไม่แน่ใจนัก แต่ถึงจะมืดแต่ก็มั่นใจว่าเด็กคนนี้เขาไม่รู้จักมาก่อน ทำไมถึงเรียกเขาอย่างคุ้นเคยอย่างนั้น แล้วซินไปไหน ในใจตอนนี้กังวลและห่วงร่างบางสุดใจ ปกติซินไม่เคยจะโทรมาด้วยน้ำเสียงและเรียกเขามากลางดึกแบบนี้
“ซินไปไหน?... ซิน!! ซิน!” มือใหญ่พยายามแกะคนตัวเล็กออกอย่างอ่อนโยน แต่ถามเด็กที่กำลังร้องไห้ไปก็คงไม่รู้เรื่อง สู้เรียกเจ้าตัวเลยดีกว่า หายไปไหนล่ะทำเขาเป็นห่วงแล้วยังเงียบอยู่อีก
“เราอยู่นี่! จะตะโกนทำไมเล่า เดี๋ยวป๊ากับม๊าตื่นนะ!” เสียงอู้อี้เล็กๆดุปรามให้เขาเงียบ พร้อมกับทุบกำปั้นที่อก มืออีกข้างก็เช็ดน้ำตาอย่างน่าเอ็นดู แต่ ณ จุดนี้ คิ้วนัทขมวดเข้าหากันอย่างอัตโนมัติ นี่เล่นอะไรกันเนี่ย
“ตัวเล็ก พี่ซินอยู่ไหนคะ” ร่างสูงคุกเข่าลงเพื่อให้คุยกันง่ายขึ้น มองใบหน้าเล็กในความมืด ที่ตอนนี้ตาของเขาปรับให้ชินกับสภาพแสงน้อยแล้ว ทำให้เขาพอจะสังเกตได้ว่าน้องคนนี้คล้ายกับซินจริงๆ ทรงผม ดวงตา ริมฝีปาก แม้แต่ชุดนอนที่ใส่ มันคงจะตลกดีหากน้องเขาจะพยายามเล่นเป็นซิน แต่ตอนนี้ เขาเริ่มจะขำไม่ออกแล้วถ้ายังไม่เจอเจ้าตัวยุ่ง และถ้าน้องคนนี้ยังยืนยันว่าเป็นนักร้องของเขาอยู่
“...ฮึก....ไอ้บ้านัท...ไอ้งอก ไอ้มึน จะให้เราเรียกยังไงถึงจะเชื่อ ห๊ะ!” หน้าสวยเบะปากแล้วเริ่มร้องไห้อีกครั้ง ว่าแล้วว่าไม่มีใครเชื่อหรอก ซึ่งเข้าใจว่ามันไม่ใช่ความผิดของนัทเลยจริงๆ ขนาดตัวซินเองซินยังไม่อยากจะเชื่อเลย.......
อย่างกับอยู่ในสงครามเย็นยังไงไม่รู้ต่างคนต่างเงียบ.... ไฟในห้องนอนของซินเปิดสว่าง ทำให้เขาสามารถสังเกตร่างเล็กที่นั่งอยู่ตรงปลายเตียงได้ถนัด ต่างคนต่างเงียบ นัทย้ายที่นั่งลงไปนั่งกับพื้นตรงหน้าอีกฝ่าย มันยากเกินจะเชื่อได้แล้ว นี่เขาอยู่ในหนัง Sci-Fi หรืออะไรทำนองนั้นรึเปล่า ถ้าเมื่อกี้เด็กน้อยคนนี้ไม่พูด Code บางอย่างที่รู้กันแค่สองคนจริงๆเขาคงไม่มีทางเชื่อแน่ๆ
“ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ” แค่เปิดคำถามแรกซินก็ทำหน้าจะเริ่มร้องไห้อีกแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะปลอบ ขึ้นมานั่งบนเตียงข้างกันก่อนจะยกตัวเด็กน้อยขึ้นนั่งบนตัก คนถูกปลอบหันไปซบที่ไหล่ลาด แขนเล็กสองข้างยกขึ้นกอดคอไว้แน่น แล้วพึมพำกับอกมือกีตาร์
“ซินไม่รู้...ฮึก ซินไม่รู้ ก่อนนอน..ยัง...ไม่เป็นอะไรเลย..ซินลุกมา...เข้า..ห้องน้ำ...ก็เป็นอย่างงี้แล้วอ่ะ”
“นิ่งก่อนๆ ไม่ร้องแล้วค่ะ เดี๋ยวตาบวมนะ” นิ้วเรียวที่คุ้นเคยกับการดีดกีตาร์ เชยคางเรียวเล็กให้เงยขึ้น บรรจงซับน้ำตาให้ เมื่อสายตาประสานกัน นัทก็ยิ้มที่มุมปาก จะว่าบ้าก็บ้าวะ แต่เด็กคนนี้ เป็นนักร้องของเขาจริงๆน่ะแหละ ไม่มีใครในโลกนี้ที่พอมองตากันแล้วทำให้ใจเขาเต้นเป็นจังหวะแบบนี้อีกแล้ว อดไม่ได้ที่จะจูบซับน้ำตาให้ ดูสิตาบวมแล้วจริงๆ
“อื้อ...หยุด...ไม่เอา เรากลุ้มอยู่นะ” มือเล็กยกขึ้นมาปิดปากที่เริ่มซุกซนของนัทเอาไว้ เมื่อกี้ก็จูบที่เปลือกตาอยู่ดีๆ ไหงลามลงมาที่ซอกคออีกแล้ว นัทชะงักเหมือนหลุดออกจากภวังค์
“ขอโทษ...” ไม่รู้ทำไมเหมือนห้ามใจไม่อยู่ จริงๆก็ไม่เคยจะห้ามใจกับคนตรงหน้าได้อยู่แล้ว แต่เมื่อกี้นี้เหมือนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไร กลิ่นหอมตรงซอกคอเหมือนจะรุนแรงกว่าทุกที นัทยกตัวเด็กน้อยขึ้นอีกครั้ง เพื่อขยับให้นั่งสบายขึ้น และเพื่อให้ถูกเขาลวนลามน้อยลง มือใหญ่สองข้างแทบจะโอบรอบได้ทั้งตัว นิ้วเรียวเผลอไปสะกิดโดนตุ่มไตอ่อนไหวอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“อ๊ะ!...อ๊า” คนถูกอุ้มยกมือขึ้นปิดปาก ตกใจกับเสียงอุทานของตนเอง หันไปมองหน้าร่างสูงที่ก็มองมาแบบงงๆเหมือนกัน ซินรู้สึกปวดหนึบๆตรงหว่างขา ร่างเล็กงอเข่าชันขาขึ้นตั้งใจซ่อนความรู้สึกน่าอายบางอย่าง
“เป็นอะไรครับ” นัทก้มหน้าลงมาถามคนที่ตัวเล็ก ที่ตอนนี้แทบจะงอตัวเป็นกุ้งอยู่บนตักของเขา
“อึก...เปล่า...ซินไม่...ฮะ...นัท” ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฮอร์โมนของเด็กวัยนี้รึเปล่า แต่แค่ได้ยินเสียงเขาก็แทบจะทนไม่ไหวแล้ว ร่างเล็กเงยขึ้นมองตาและริมฝีปากของคนตรงหน้าสลับกัน แขนเล็กค่อยๆโอบรอบคอหนาอย่างกล้าๆกลัวๆ สะโพกเล็กขยับเสียดสีกับต้นขาจนร้อน นัทยกมือขึ้นกุมขมับ ยกยิ้มขำ....มินิซิน นี่พลังทำลายล้างสูงกว่าปกติอีกนะ
“แล้วมาว่ากันทีหลังไม่ได้นะ ถ้าจะยั่วกันขนาดนี้” ว่าพลางหันไปรับจูบแสนซนที่เริ่มและเล็มปลายคางเขาอยู่
“อื้ออ” ถึงจะตัวเล็กลงแต่ซินก็ยังเป็นซิน ถึงความยับยั้งชั่งใจจะน้อยลงบ้าง(ซึ่งเขาชอบ) แต่พอโดนแซวก็ยังคงมีเสียงต่อต้านในลำคอทั้งที่ลิ้นเล็กก็ง่วนกับการตวัดหยอกเย้ากับลิ้นของเขาอยู่ ....
แสงอาทิตย์สาดส่องลอดผ้าม่านเข้ามากระทบเปลือกตา ซินขมวดคิ้วก่อนจะหันตะแคงไปอีกข้าง ซุกตัวเข้ากับอกกว้างของอีกคนที่นอนมองอยู่ นัทตื่นก่อนนานแล้วจริงๆต้องเรียกว่าไม่ได้นอนเลยมากกว่า ยังคงนอนกอดซ้อนด้านหลังของคนรักที่ร่างกายกลับกลายไปเป็นเด็กประถมไว้อยู่อย่างนั้น ก็เพราะกังวลแทนคนตรงหน้านี้ไปสารพัด ถ้าซินยังคงต้องเป็นเด็กแบบนั้นจะทำอย่างไรเขาก็คิดไปร้อยแปด ก็ยังดีที่ร่างบางเพลียจนหลับไป ไม่งั้นคงจะงอแงกว่านี้แน่ แต่เมื่อแสงอาทิตย์แรกของวันส่องจากปลายขอบฟ้า เขาก็รู้สึกโล่งใจเป็นที่สุด เมื่อซินกลับมาเป็นซิน อดไม่ได้ที่จะหอมหน้าผากมนนั้นอย่างรักใคร่
##########################
แม้จะยังหาคำตอบกับเรื่องประหลาดที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวาน แต่ก็ดีใจที่สุดแล้วที่ได้กลับมาเป็นตัวเอง และก็เลือกที่จะไม่พูดกันเรื่องนี้อีก ส่วนหนึ่งเพราะเขินอายกับพฤติกรรมติดเรทที่เพิ่งทำไปด้วยแหละ หน้าไม่อายจริงๆเลยซิน ทำอย่างนั้นได้ยังไงเป็นเด็กเป็นเล็ก... เฮ้อ ช่างเถอะ เลือกชุดไปงานวันนี้ดีกว่า
ซินเดินออกจากบ้านมาด้วยชุดสูทไม่เป็นทางการสีน้ำตาลอ่อน เสื้อด้านในลายสก๊อตสีเข้ากัน ไม่ลืมที่จะแขวนแว่นกันแดดกลมกรอบโลหะไว้ที่เสื้อ พยายามเลือกให้เข้ากับธีมงานย้อนยุควันนี้สุดๆ มือเรียวประดับแหวนที่เจ้าตัวชอบใส่เปิดประตูรถคันที่คุ้นเคยที่จอดรออยู่ตรงหน้าบ้าน
..................
“ไม่มีนัทไปคุมระวังด้วยนะ เดี๋ยวโดนเด็กจีบ” พูดทีเล่นทีจริงแต่คิ้วขมวดสมเป็นนัทซิงกุล่าร์นั่นแหละ เห็นแล้วหมั่นไส้ นัทเลี้ยวรถเข้ามาจอดตรงที่จอดรถด้านในของมิวเซียมสยาม เพื่อส่งร่างเล็กจากนั้นตนก็จะแยกไปร่วมงานของรุ่นพี่คนสนิทอีกทีหนึ่ง
“นั่นสิ เรายิ่งรักเด็กมากกกกกกกกก อยู่ด้วย” ปลดเข็มขัดนิรภัย เตรียมตัวลงจากรถ
“รักนัทก็บอกมาเห๊อ” หัวเราะขำเมื่อนึกไปถึงที่ทรูสเตเดียม
“ก็ปากมันดีอย่างนี้ เดี๋ยวก็แช่งให้กลายเป็นเด็กจริงๆหรอก” ว่าแล้วก็หน้าแดงเอง จริงๆไม่ได้ตั้งใจจะวกเข้ามาเรื่องนี้หรอกแต่ห้ามไม่ทัน
“หึ ไม่เอาดิ ถ้านัทกลายเป็นเด็กตัวเท่านั้นมันก็เล็กอะดิ” มุกอะไรของมันอีกละ
“เล็กอะไร อะไรเล็ก...อ...ไอ้ลามก!”
“คิดเร็วนะเนี่ยรอบนี้ ไม่ต้องเฉลยด้วย ...โอ้ยย” ยังล้อเลียนคนรักไม่เลิกจนโดนฟาดเข้าไปที่แขนเสียหนึ่งที
“ไปเลยรีบไปเลย ขับรถดีๆ แล้วอย่ามารับสายนะ” กลิ้นยิ้มไม่ได้ ต้องรีบลงจากรถก่อนจะเผลอยิ้มให้ไอ้บ้านี่ได้ใจ ก่อนจะหันกลับมากำชับเรื่องความปลอดภัย ยิ้มน่ารักให้ทีนึงก่อนจะเดินเข้างานไป
ในหมู่บ้านใหญ่หรูหรา ในเขตบางนา บ้านหลังใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ร่มรื่น ธงปลาคราฟถูกปักด้วยเสาไม้ที่สูงจนปลาทั้งสามตัวปลิวตามลมได้อย่างสง่างาม ในห้องนอนสีขาวที่เล็กที่สุด หน้าต่างถูกเปิดออกราวกับมีลมพัดอย่างแผ่วเบา สร้อยคอรูปกระจกสีทองหม่นถูกวางอยู่บนหนังสือเล่มโปรดที่อ่านค้างไว้ และเมื่อผ้าม่านสะบัดพริ้วตามแรงลม สร้อยคอเส้นนั้นก็หายไป
End
จบเท่านี้ก่อนละกันนะจ้ะ สำหรับวันเด็กผู้ชาย จริงๆไม่ทันแต่ก็หยวนๆน่า 5555
เป็นเรื่องที่นอกจากจะโชตะแล้ว มันยังพาเข้าโลกแฟนตาซีอีกด้วย แบบว่าเป็นความชอบส่วนตัว เอิ้กก
หวังว่าเรื่องนี้จะทำให้ทุกๆคนที่อ่านอารมณ์ดีนะคะ ฮิ้ววว ขอบคุณค่ะ
edit @ 6 May 2012 16:37:55 by jjippiichirpii
